หมดยุคที่ใช้อากาศอัดต่ำกว่าคุณภาพ!!
                                           ด้วยการตรวจวัดที่ล้ำสมัย
 
         ในภาคอุตสาหกรรมมีการใช้อากาศอัดในกระบวนการผลิตเป็นจำนวนมาก แต่หลายโรงงานยังขาดความรู้ ความเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องการตรวจวัดคุณภาพลมอัด วันนี้เราจะมาทำความรู้จักวิธีการตรวจวัด ซึ่งแต่ละวิธีเหมาะกับอุตสาหกรรมประเภทใด


         
การตรวจวัดคุณภาพอากาศอัด แบ่งได้เป็น 2 วิธี

 วิธีแรกคือ การตรวจวัดคุณภาพอากาศอัดโดยห้อง LAB วิธีนี้จะมีขั้นตอนคือ นำตัวอย่างอากาศอัดบรรจุลงในภาชนะที่สะอาด และก็นำไปตรวจสอบในห้อง LAB ซึ่งการตรวจสอบจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ข้อดีของวิธีนี้คือการได้ค่าที่เที่ยงตรง

ส่วนข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายที่สูง เนื่องจากต้องอาศัยเครื่องมือ และทรัพยากรบุคคลในการตรวจวัดจำนวนมาก นอกจากนั้นในช่วงที่นำ Sampling ไปตรวจในห้องปฏิบัติการ คุณภาพลมในระบบอาจลดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หากโรงงานยังมีการดำเนินงานต่อคุณภาพอากาศอัดที่ลดลงอาจทำให้เกิดการ Reject ชิ้นงานได้

การตรวจวัดคุณภาพอากาศอัดโดยห้อง LAB จะเหมาะกับอุตสาหกรรมที่ต้องเคร่งครัดในเรื่องของคุณภาพอากาศอัดสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร, ยา, โรงงานเพาะเชื้อ รวมถึงโรงงานที่เกี่ยวกับชีววิทยา
 
            

วิธีสอง การตรวจวัดคุณภาพอากาศอัดด้วยเครื่องมือ วิธีนี้ที่สามารถตรวจวัดและแก้ไขหน้างานได้เลย ค่าใช้จ่ายไม่สูง ไม่ต้องบรรจุอากาศอัดลงในภาชนะเหมือนกับการตรวจสอบใน LAB ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนในอากาศอัด

การตรวจวัดคุณภาพอากาศอัดด้วยเครื่องมือเหมาะกับอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภท ยกเว้น อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ผลการตรวจวัดจาก LAB
 
        โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ควรมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และเลือกวิธีตรวจวัดที่เหมาะกับอุตสาหกรรมของตนเอง เพื่อจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และให้ระบบการผลิตไม่เกิดการ Reject


                                             **********

คุยกันต่อได้ที่ 
Facebook : Domnick hunter-RL
Youtube : domnick hunter-RL